5 กลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนในโลกธุรกิจ

Last updated: May 5, 2018  |  59 จำนวนผู้เข้าชม  |  การออกแบบโลโก้

5 กลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนในโลกธุรกิจ

ในช่วงปี 2556 - 2557 มีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในแวดวงการตลาดกว่า 20,000 แบรนด์  ถึงแม้ว่าจำนวนแบรนด์เกิดใหม่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลที่ตามมาคือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองเห็นการพัฒนาตื่นตัวของแบรนด์ต่างๆ ลดลง แบรนด์ที่เคยเป็นผู้นำ เริ่มเดินบนเส้นทางความสำเร็จเดิมๆ ทำให้แบรนด์มีความหลากหลายแต่ไร้ซึ่งความแปลกใหม่ นักการตลาดจะต้องหาทางออกอย่างไร ให้แบรนด์และธุรกิจตัวเองฉีกออกไปจากแบรนด์นับหมื่นที่เกิดขึ้นทุกวัน อีกทั้งจะทำอย่างไรให้ธุรกิจในปัจจุบัน สร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนในอนาคตได้
 
Y&R Thailand ได้ทำการศึกษาผ่านเครื่องมือ BAV® เพื่อศึกษาเรื่องทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆ จากทั้งในและต่างประเทศ สำหรับในประเทศไทย BAV® ครั้งนี้ได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆ กว่า 1,200 แบรนด์ ครอบคลุม 133 หมวดหมู่สินค้าและบริการ ทำการสำรวจวิจัยเชิงปริมาณกับคนไทยที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี
 
ทั้งนี้ได้พบผลวิจัยที่เป็นแนวทางในการพัฒนาแบรนด์ในปัจจุบันให้โดดเด่นตาม 5 แนวทางความคิดดังต่อไปนี้
 
1. เพิ่มพลังผลักดันตัวเอง
เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ส่วนใหญ่ในไทยถูกมองว่าไม่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแบรนด์ขาดความน่าตื่นเต้นในการสื่อสารรวมถึงขาดการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ หลายแบรนด์ยึดติดกับรูปแบบการสื่อสารและการตลาดแบบเดิมๆ ลอกเลียนรูปแบบความสำเร็จในอดีต ทำให้แบรนด์ถูกมองว่าขาดการพัฒนาตัวเอง (จากค่าคะแนนชี้วัดด้านการเป็นแบรนด์ที่มีการพัฒนาไม่หยุดนิ่งจากปี 2554 สู่ปี 2557 ด้วยอัตราที่ลดลงจาก 46% เป็น 36%) ดังนั้น การที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งจะทะยานตัวเองออกจากเวิ้งของธรรมเนียมนิยมได้นั้น ปัจจัยที่สำคัญคือ “ความกล้าคิด” กล้าพัฒนาสิ่งใหม่ ไม่นิ่งนอนใจกับความสำเร็จเดิมๆ เพื่อเพิ่มขีดจำกัดความสามารถของแบรนด์ ซึ่งช่วยจุดพลังให้แบรนด์กลับมามีความแตกต่างที่ท้าทายได้อีกครั้ง
 
2. สร้าง “สไตล์” ฉีกกฏออกจากความจำเจ
สำหรับแบรนด์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ตลาดนั้น หนึ่งในกลเม็ดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การมีแบรนด์ที่แข็งแรงคือ “การทำให้แบรนด์มีเสน่ห์ดึงดูดใจ” โดยต้องเริ่มจากการสร้างพลังความแตกต่างให้แบรนด์เป็นอันดับแรก จากการวิเคราะห์เกี่ยวกับแบรนด์ในความรู้สึกผู้บริโภคของในปีล่าสุดพบว่า แบรนด์ต้องรู้จักวางตัวเองให้ “เก๋” พอที่จะจับสายตาของสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นการเกาะกระแสสังคมนิยมหรือการสร้างกระแสนิยมใหม่ๆ ให้สาวกเดินตาม เพื่อให้แบรนด์ฉีกตัวเองออกจากแบรนด์นับหมื่น ด้วยสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร
 
3. มีดีที่การกระทำ ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์
รูปลักษณ์ภายนอกเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แบรนด์น่ามอง แต่การที่แบรนด์จะเติบโตขึ้นมาสู่การเป็นผู้นำตลาดในระยะยาวได้นั้น ยังต้องอาศัยการสร้างจุดต่างที่มาจากแก่นแท้ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ หรือวิธีการทำการตลาดที่แตกต่างอย่างจับต้องได้ มีความโปร่งใสและมีคุณธรรม ควบคู่ไปกับนวัตกรรม ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีแบรนด์ทางเลือกในใจนับร้อยแบรนด์ แต่ละแบรนด์มีวิธีการดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้าหาหลากหลายกลวิธี แต่สุดท้ายแล้วการที่ผู้บริโภคจะเลือกหยุดอยู่กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งได้นั้น ก็เพราะผ่านการพิจารณามาแล้วว่า แบรนด์นั้นให้สรรสาระที่เป็นรูปธรรมชัดเจนและตอบความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไม่มีข้อสงสัย และการทำ CSR ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการสะท้อนแก่นความคิดของแบรนด์ออกไปสู่สาธารณะชน
ผลวิจัยของล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การทำ CSR มีส่วนช่วยผลักดันให้แบรนด์มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากยิ่งขึ้นในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะด้านการเป็นแบรนด์ที่กล้าคิด กล้าทำ การสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ และความเป็นผู้นำ ที่จะช่วยเสริมแก่นแท้ของแบรนด์ให้มั่นคงยิ่งขึ้น
 
4. คุณภาพ คือ แรงดึงดูดที่ทรงพลัง
จากผลสำรวจของล่าสุดพบว่า คนไทยจะเริ่มมองว่าแบรนด์นอกและแบรนด์ไทยมีคุณลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงกัน
 
แบรนด์นอก เริ่มเป็นที่คุ้นเคยและมีการปรับตัวให้เข้าถึงคนไทยง่ายขึ้น ในขณะที่แบรนด์ไทยก็ปรับตัวให้มีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น
 
แต่จุดที่แตกต่างของแบรนด์ไทยเมื่อเปรียบเทียบกับแบรนด์นอก อยู่ที่คุณลักษณะด้าน “ความเป็นกันเองและใจดี” ซึ่งนับเป็นคุณลักษณะพื้นฐานสำคัญของแบรนด์ไทยที่เป็นพลังต่อรองแข่งขันกับแบรนด์นอกได้ คุณลักษณะด้านอารมณ์นี้จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์การสื่อสารและกลยุทธ์การทำการตลาดให้เข้าถึงคนไทยได้อย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม แบรนด์ไทยยังคงต้องพัฒนาคุณลักษณะด้านคุณภาพควบคู่กันไป เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่โดนใจคนไทยในระยะยาว
 
5. กล้าที่จะแตกต่างอย่างสร้างสรรค์
แบรนด์ที่แข็งแรงไม่จำเป็นว่าต้องเป็นแบรนด์ที่นำเสนอแต่ความสมบูรณ์แบบเพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งการเป็นแบรนด์ที่น่าสนใจในสายตาผู้บริโภค อาจเกิดจากการที่แบรนด์มีคุณลักษณะขั้วตรงข้าม หรือกล่าวได้ว่าเป็นคุณลักษณะที่ทำให้แบรนด์มีมุมมองฉีกกฎออกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติ คุณลักษณะเหล่านี้อาจเรียกว่า “การใส่ตัวตนความเป็นมนุษย์” หรือ “ความจริงใจ” ลงไปในแบรนด์ เพื่อให้แบรนด์มีมิติที่น่าค้นหามากยิ่งขึ้น จากผลวิจัย
ของ Y&R ทั่วโลก ทำให้เห็นแนวโน้มของแบรนด์ที่มีความขัดแย้งในตัวเองว่า แบรนด์เหล่านี้สามารถสร้างพลังความโดดเด่นให้ตัวเองสูงกว่าแบรนด์อื่นๆ ที่ยืนอยู่แค่ในกรอบของความสมบูรณ์แบบ
 
ยกตัวอย่างเช่น กางเกงยีนส์ Diesel หนึ่งในแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่สร้างสรรค์ความเท่มีสไตล์ให้กับผู้สวมใส่แต่สอดแทรกความเป็นกบฎลงไปเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนเข้ามาค้นหา หรือแม้แต่สายการบินอย่าง Virgin Atlantic ที่มอบคุณภาพของการบริการให้กับทุกเที่ยวบินแต่นำเสนอผ่านภาพลักษณ์ความเซ็กซี่ให้แบรนด์เย้ายวนใจกว่าแบรนด์อื่นๆ ในตลาด
 
ที่มา – positioningmag, macrumors, Apple, BrandZ, Millward Brown, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, 2558
 





*กรุณาติดต่อทางอีเมล์ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลจากการจดจำ เนื่องจากมีลูกค้าหลายรายครับ !!
ติดต่อ Email: plyfasai@gmail.com (ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง)
Tel: 0818838685 (จ-ส เวลา 8.30-17.00น.)
Power by Sango





เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: ออกแบบโลโก้
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: รับออกแบบโลโก้
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: ออกแบบโลโก้ฮวงจุ้ย
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: ออกแบบโลโก้ตามหลักฮวงจุ้ย
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: ปรับปรุงแก้ไขโลโก้ตามหลักฮวงจุ้ย
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: ตรายางบริษัท
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: ตรายาง
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: ออกแบบตรายาง
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: ทำตรายาง
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: แบบตรายางบริษัท





ออกแบบโลโก้ รับออกแบบโลโก้ โลโก้ฮวงจุ้ย

8888888888888888888888888888888888888888888888888888888888888888888888888888888
Email: plyfasai@gmail.com
Copyright © 2008-2018 by Sango.igetweb.com & โลโก้ตรายาง.com, All Rights Reserved.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com